วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ความทรงจำสีจาง ๆ
“ ความทรงจำสีจางจาง ” อดีตมันไม่เคยจากเราไปไหน มันยังคงถูกเก็บไว้ในมุมหนึ่งของหัวใจ ยังคงรอคอยวันที่เราจะดึงมันกลับมาเพื่อคิดถึงอีกครั้ง ยิ่งนานวัน เมื่อชีวิตของคนเราได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ ได้พบปะกับผู้คนมากมาย เรื่องเก่าๆในอดีตมันก็เหมือนจะถูกลบเลือนหายไปกับกาลเวลา กลายเป็นความทรงจำสีจางๆ แต่เพียงเราได้ยินเพลงเก่าๆ สถานที่เดิมๆ ความทรงจำเส้นนั้นมันก็จะทำให้เราคิดถึง วันวานได้ ร้านเจ้เล้ง ต่อ : เฮ้ย ! ไอ่วิน แกทำไมใจร้ายกับน้องตาลว่ะ น้องเค้าโครตรักแกเลยน่ะเว้ย วิน : ไอ่เชี่ยต่อ ข้าบอกแกแล้วน่ะเว้ยว่าข้าไม่ชอบ ไม่ชอบยังไงมันก็ไม่ชอบหว่ะแกจะให้ข้าคบกับน้องเค้าได้ไง ข้าไม่อยากให้น้องเค้าเสียใจทีหลัง ต้น : แกพอได้ล่ะไอ่ต่อ เซ้าซี้ไอ่วินอยู่ได้ ข้ารำคาญหว่ะ ไอ่วินหน่ะมันยึดมั่นกับรักครั้งแรกเว้ย “ รักครั้งแรกมันมักจะไม่สมหวัง แต่จะอยู่ในความทรงจำของเรานานที่สุดไงหล่ะ ” ข้าเป็นเพื่อนกับมันมาตั้งแต่อนุบาลก็เห็นมีแต่ หนูดี คนเดียวเนี่ยแหล่ะที่มันสนใจ หนูดี แค่ได้ยินชื่อ ผมก็คิดถึงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ตาโตๆ ผมแกละ ที่ชื่อ พัชราวดี คนนี้ซะแล้วสิ เธอหายไปจากสมองอันชาญฉลาดของผมมานานหลายปีแล้วครับ กี่ปีแล้วไม่รู้ที่เธอไม่ได้โลดแล่นอยู่ในความฝันของผม เวลาคิดถึงเธอทีไร ผมก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้......... ผมชื่อ เด็กชาย กวินทร์ หัวหน้าห้องชั้นอนุบาล 2/1 สัญลักษณ์ประจำตัว สิงโตครับ ( ผมจำได้ว่าตอนพวกเราอยู่ชั้นอนุบาลครูจะติดสัญลักษณ์ประจำตัวไว้บนแฟ้ม แก้วน้ำ งานต่างๆของเรา จำได้รึเปล่าหล่ะครับว่าสัญลักษณ์ประจำตัวตอนนั้นของคุณคืออะไร ? ) วันนี้ครูจะแนะนำเพื่อนใหม่น่ะ ครูก็พาเด็กหญิงคนหนึ่งเข้ามาในห้อง เธอก็ร้องไห้ไม่ยอมหยุดตั้งแต่เช้า ผมในฐานะหัวหน้าห้อง ( ฉายแววฮีโร่ตั้งแต่เด็กเลยครับ ) ผมก็เข้าไปชวนเธอคุย “ หวัดดี เราชื่อวิน เธอชื่ออะไรเหรอ ” เธอก็หยุดร้องไห้ได้ไม่ถึง 1 นาที ก็กลับไปร้องไห้ต่ออีกล่ะ “ เออ เรามาเป็นเพื่อนกันมั้ย ” เธอก็ไม่ยอมตอบผมอีกแถมยังร้องไห้หนักกว่าเดิมซะอีก ตกลงผมทำให้เธอร้องไห้ใช่ป่ะ ผมก็เลยปลอบเธอ “ โอ๋ เดี๋ยวคุณแม่ก็จะมารับแล้วน่ะ เธอต้องหยุดร้องได้ก่อนสิ ” ได้ผลแฮ่ะ หยุดร้องไห้จริงๆด้วย ตอนนี้ครูให้วาดรูปอะไรก็ได้ส่งน่ะ “ วิน หนูดีไม่อยากวาดรูปตอนนี้หน่ะ หนูดีไม่วาดน่ะ ” เอ้าแล้วผมจะทำไงหล่ะเนี่ย ผมก็ต้องจำใจวาดรูปให้เธอหน่ะดิ เธอเป็นคนแรกเลยน่ะเนี่ยที่ผมวาดรูปให้ ผมเป็นคนวาดรูปเก่ง มีทั้งพรสวรรค์บวกกับพรแสวง ลงแข่งทีไรผมก็ได้ที่ 1 ทุกที นับตั้งแต่วันมาเธอก็ตามติดผมแจ มีกวินทร์ที่ไหนก็ต้องมีพัชราวดีที่นั่น แถมเธอยังให้ผมวาดรูปให้ทุกครั้งที่ครูสั่งให้ทำ ผมก็ต้องรีบทำของผมแล้วก็ทำให้เธอ ตอนส่งงานครูก็จะให้ส่งในแฟ้มของตัวเอง ผมจำได้แม่นเลยหล่ะว่าสัญลักษณ์เธอ คือ กระรอก เป็นสิ่งเดียวที่ผมจำได้เกี่ยวกับตัวเธอ เพราะผมเป็นคนส่งงานให้เธอหน่ะสิ เธอยังถามผมด้วยน่ะ “ มันเป็นตัวอะไรไม่รู้วิน หนูดีไม่ชอบมัน ” “ อ๋อ มันชื่อกระรอก น่ารักดีออก ” “ แล้วทำไมหางมันต้องม้วนๆด้วยหล่ะ ” ผมไม่รู้จะตอบยังไง “ ก็เหมือนผมของหนูดีหน่ะแหล่ะ ม้วนๆเหมือนหางมันเลย ” เธอก็เบ้หน้าครับ ตอนที่เธอเบ้หน้านี่มันตลกมากเลยครับ ผมแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว เธอก็ไม่ได้ถามอะไรผมอีก พอจบชั้นอนุบาลก็มีงานประจำปีของชั้น ครูให้เต้นเพลง “ พระอาทิตย์ยิ้มแฉ่ง แก้มแด้งแดง แต่งตัวทาแป้งโผล่มา ส่งยิ้มให้คุณหนู ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่...” ( คิดว่าหลายๆคนคงจำเพลงนี้ได้น่ะ ) ผมเต้นคู่กับเธอครับ รูปนั้นผมยังเก็บไว้อยู่เลย เก็บรักษาไว้อย่างดีซะด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งผมทะเลาะกับแม่ก็เพราะรูปใบนี้ ผมถอดรูปครอบครัวออก แล้วใส่รูปใบนี้ลงไปในกรอบแทนครับ แม่ผมนี่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยหล่ะ ถามผมว่ารูปใบนี้สำคัญกับผมมากเลยเหรอ ผมตอบแม่ว่า “ สำคัญพอๆกับหัวใจของผม ” แม่นี่อึ้งไปเลยหล่ะครับ พอขึ้น ป.5 ผมกับเธออยู่ห้องเดียวกันตลอด เธอกับผมไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเดิม เพื่อนๆก็พากันล้อผมกับเธอว่าเป็นแฟนกัน ผมเกลียดมากเลยเวลาถูกล้อ ผมเลยพยายามอยู่ห่างๆจากเธอ ไม่ยุ่งกับเธอ มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอก็ให้ผมวาดรูปให้เหมือนเดิม ผมตวาดเธอไป “ วาดไม่เป็นรึไง แค่วาดรูปเองเนี่ยทำไม่ได้เหรอ หัดทำอะไรเองบ้างสิ ” สาบานได้เลยว่าผมเห็นน้ำตาเธอ แล้วนับจากวันนั้นเธอก็หันหลังให้ผม เราก็ไม่เคยคุยกันอีกเลย เธอเลิกยุ่งกับผมแล้วจริงๆ แทนที่ผมจะดีใจ แต่ผมกลับรู้สึกผิดซะมากกว่า การที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนสนใจเรา ห่วงใยเราอยู่ข้างกายเราเสมอ แล้ววันหนึ่ง เค้าคนนั้นกลับกลายเป็นคนไม่รู้จัก มันเจ็บปวดมากทีเดียว แต่ผมไม่ง้อเธอหรอก กลัวเสียฟอร์ม แต่ผมก็ยังมองเธออยู่ห่างๆเสมอ ส่วนหนูดีหน่ะเหรอครับ เธอเปลี่ยนไปมากทีเดียว เธอมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ ท่าทางเธอจะเป็นหัวหน้ากลุ่มซะด้วยสิ เธอร่าเริงแจ่มใส พูดเก่ง เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนทุกคน วันหนึ่งตอนท้ายเทอม ป.5 หนูดีกับกลุ่มเพื่อนๆเธอก็จับกลุ่มกันร้องไห้ ผมก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร จนวันสอบวันสุดท้าย เพื่อนเธอก็บอกว่า หนูดีจะย้ายบ้าน นั่นก็หมายความว่าเธอต้องย้ายโรงเรียนด้วยหน่ะสิ เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ผมนี่ช๊อกเลย พอผมตั้งสติได้ ผมก็รีบวิ่งไปซื้อกระดาษปอนด์มาวาดรูปให้เธอครับ วาดรูปหนูดีให้สวยที่สุด เป็นของขวัญจากใจแทนคำขอโทษและตัวแทนมิตรภาพของเรา พอเสร็จผมก็รีบเอาไปให้เธอ แต่สายเกินไปเสียแล้วครับ เพื่อนเธอบอกว่า หนูดีพึ่งกลับไปเมื่อกี้นี่เอง ปัจจุบันนี้ผมยังเก็บรูปที่ผมวาดตอน ป.5 นั่นอยู่ วันนี้เมื่อผมกลับไปบ้าน ผมจะวาดรูปหนูดีอีกครั้ง หนูดีที่อยู่ในจินตนาการของผมและเธอจะยังคงอยู่ในมุมหนึ่งของหัวใจผมตลอดไป จงให้ “ความพิเศษ” เป็นชีวิตชีวา เป็นแววตาที่แจ่มใส เป็นความห่วงใยที่เมื่อนึกถึงทีไรก็ยิ้มได้ ไม่วิ่งหนี แต่ไม่วิ่งตาม ไม่หักห้าม แต่ไม่กระโจนใส่ ไม่เป็นน้ำตาลที่หวานอ่อนไหว แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจและเอื้ออาทร จงเป็นความแจ่มใสในอารมณ์ของตัวเอง เป็นความชุ่มชื่น สดใส เช่นสายน้ำ เป็นสีสันงดงามเช่นมวลผกา เป็นสีเขียวของใบไม้ ที่เย็นที่ตาและที่ใจ และที่ตรงนี้ จะอีกนานเท่าใด ไม่ว่า “คนพิเศษ” คนนั้นจะอยู่ใกล้ หรือต้องจากกันไกล “ความพิเศษ” นั้นก็จะคงอยู่อย่างมีคุณค่า ณ ที่เดิม ที่ซึ่งใจข้างซ้ายตรงกัน ปล. เพื่อนๆที่อ่านแล้วช่วยคอมเม้นท์ให้ด้วยน่ะค่ะ จะได้พัฒนาฝีมือต่อไป
10 ปีที่ผ่านมาไม่เท่า 1 วันที่เหลืออยู่
ความทรงจำเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี
หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา
บางคนคบกันมานานจนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออกแต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถึงวันเก่าๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุกๆวันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย
และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้นๆ
จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต
ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย
นอกจากมีไว้ให้ นึ ก ถึ ง
อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้
เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา
หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน
หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม
จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น
ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว
ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี
ก้อไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า..
หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่
ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่
เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี
เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น
ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น
1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต
ใ ห้ ดี ก ว่ า ที่ เ ป็ น
" หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก
ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า
ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า
แล้วยังจะมาเสียดายอดีต..
นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม "
ลองย้อนกลับไปดูตัวเองด้วยนะจ๊ะ
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี
หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา
บางคนคบกันมานานจนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออกแต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถึงวันเก่าๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุกๆวันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย
และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้นๆ
จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต
ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย
นอกจากมีไว้ให้ นึ ก ถึ ง
อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้
เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา
หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน
หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม
จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น
ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว
ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี
ก้อไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า..
หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่
ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่
เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี
เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น
ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น
1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต
ใ ห้ ดี ก ว่ า ที่ เ ป็ น
" หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก
ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า
ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า
แล้วยังจะมาเสียดายอดีต..
นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม "
ลองย้อนกลับไปดูตัวเองด้วยนะจ๊ะ
แปลงคำด่าเป็นกำลังใจดีกว่า
1. โดนด่าว่า "ไอ้ควาย"
หมายถึง เขากำลังยกย่องว่า คุณเป็นคนขยัน อดทน และมีสมาธิสูง
ควายนั้นขยันและอดทนสุดขีด
ไม่ค่อยมีปรากฏว่าควายหลบงานไถนาไปนั่งเล่นแร็กน่าร็อก
หรือควายหนุ่มแอบไปจีบควายสาวข้ามทุ่ง ใช่ไหม
ดังนั้น ต่อไปเวลาใครเรียกคุณว่า
"ไอ้ควาย" กรุณายิ้มรับ
ตอบในใจ (หรือตอบดังๆ ก็ได้ ถ้ากล้าพอ) ว่า "ขอบคุณครับ (ค่ะ),
คุณก็เช่นกัน"
2. โดนแจกของลับ
อันนี้จะเจอบ่อยครับ โดยเฉพาะ คนขับรถในเมืองกรุง
และผู้แจกจ่ายสามารถแจกได้หลายวิธี
ทั้งวัจนภาษา (เปิดกระจก ด่า "ไอ้ .”) หรือแจก แบบอวัจนภาษา
ชูนิ้วกลางให้
การแจกของลับ
แสดงถึงการให้ความเคารพรักอย่างสูงสุดของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ
เพราะอะไรครับ ?
ไอ้ของที่เขาแจกมาน่ะ เป็นอวัยวะนอกกายแต่สำคัญมาก
ถ้ามันเป็นอันชำรุดไป
หรือส่อว่ากำลังจะชำรุด เจ้าของก็จะเป็นทุกข์มาก
ไม่ทำงานเจ้าของก็ทุกข์ ยาประดามีอะไรมาเพื่อรักษาเจ้าของที่ว่านี่
ราคาแพงเท่าไรก็ยินดีจ่าย
หรือถ้าเจ้านั่นมันเกิด "หาย" ไปโดย อุบัติเหตุหรืออุบัติโหด
(โดนภรรยาถอนไปทิ้ง)
เนี่ย สำคัญ ปานนี้ แล้วขามายกให้เราฟรีๆ ถ้าไม่ได้แสดงถึงความเคารพ
รักแล้ว
จะหมายถึงอะไรได้อีก
ดังนั้น จำไว้นะครับ ถ้าเจอ ใครแจกของลับให้ท่าน
กรุณาบอกขอบคุณเขาไป แต่ไม่เป็นไร ให้เขาเก็บไว้ใช้แล้วกัน
เรามีอยู่แล้ว
หรือกำลังหาไว้ใช้เป็นของตัวเองอยู่
3. โดนไล่ไปตาย
อันนี้ฟังดูค่อนข้างแรงนะครับ แต่มาคิดดูดีๆ แล้วเนี่ย
โลกปัจจุบันมันน่าอยู่เสียที่ไหน อยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย ทั้งนั้น
เดินอยู่ดีๆ โดนแก๊งปล้นมือถือตีกบาลแล้วลากไปปลดทรัพย์
ไปเป็นตำรวจทหารอยู่ปักษ์ใต้ ก็อาจจะมีคนเอาลูกปืนมาแจกถึงหัวเตียง
อยู่ กทม. จะขึ้นรถเมล์ก็โดนหั่นสาย โดนลดจำนวนรถ
จะขึ้นรถไฟฟ้าก็แน่นเอี๊ยด แถมขึ้นตอนดึกๆ ก็เสียวๆ
กลัวจะเห็นภาพอะไรที่คนเขาไม่เห็นกันอีก
โอ้ย การมีชีวิตอยู่มันหาความปลอดภัยใดๆไม่ได้จริงๆ สงสัยจะถึงยุค
ตายก่อนสบายก่อน" แล้วกระมัง
ใครไล่คุณไปตายเนี่ย
นับว่าเขาห่วงในสวัสดิภาพของคุณนะครับ
แต่อาจจะเป็นห่วงชนิดล้ำหน้าข้ามช็อตมากไปหน่อย
แต่เราก็ควรจะขอบคุณเขาว่า
"ไม่เป็นไรครับ เชิญพี่ก่อนเถอะ"
4. โดนด่าว่า "สัตว์"
อันนี้ก็ไม่ต้องไปคิดมากครับ จริงๆ เขาจะเรียกคุณว่า
ผู้ประเสริฐดุจพระโพธิสัตว์"
แต่เป็นเวอร์ชั่นรีบๆ ย่อๆ เลยเหลือแค่ "สัตว์"
ไม่เป็นไรครับ เราเชื่อในเจตนาดีของเขา ยิ้มรับกันดีกว่า ยิ้มรับ
5. โดนกล่าวถึงบุพการี
มีทั้งแบบย่อหรือแบบเต็ม แบบ เต็มก็อาจจะออกมาเต็มๆ "พ่อ++,แม่++"
หรือสั้นๆ
เช่น "++"
อันนี้แสดงว่าเคารพบิดามารดาเราเสมือนบิดา มารดาของเขาเอง
จึงกล่าวถึงเพื่อให้เราระลึก
หรือเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะคิดถึงพ่อถึงแม่ เพราะพ่อแม่ตายไปหมดแล้ว
การที่เขาพูดออกมาอาจจะเพราะยินดีที่พ่อแม่เราสุขสบายอยู่
ดังนั้น ถ้าคุณถูกใครขนานนามหรือกล่าวถึงบุพการี
ก็ขอให้เห็นใจผู้พูดบ้างก็ดี
6. โดนเรียกว่า "ไอ้ห่า"
สมัยก่อนเชื้อห่าหรืออหิวาต์ เป็นโรคร้าย ใครเป็นก็ตายโอกาสรอดต่ำ
แต่เดี๋ยวนี้เนี่ย การแพทย์เจริญก้าวหน้า เป็นได้ก็หายได้
การด่าว่า "ไอ้ห่า" จึงหมายถึงว่า คุณอาจจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ
แต่ก็จะเยียวยา
ได้แน่นอน
นับว่าเป็นการอวยพรที่เป็นมงคลยิ่ง ฯลฯ
เห็นไหม มาคิดดีๆ คำด่าแต่ละอันนั้น คิดให้ดี มันก็เป็นเรื่องดีได้
ใครด่าคุณแบบเก่าๆ โบราณๆ อย่างข้างบนนั้น ก็จงดีใจไว้
หมายถึง เขากำลังยกย่องว่า คุณเป็นคนขยัน อดทน และมีสมาธิสูง
ควายนั้นขยันและอดทนสุดขีด
ไม่ค่อยมีปรากฏว่าควายหลบงานไถนาไปนั่งเล่นแร็กน่าร็อก
หรือควายหนุ่มแอบไปจีบควายสาวข้ามทุ่ง ใช่ไหม
ดังนั้น ต่อไปเวลาใครเรียกคุณว่า
"ไอ้ควาย" กรุณายิ้มรับ
ตอบในใจ (หรือตอบดังๆ ก็ได้ ถ้ากล้าพอ) ว่า "ขอบคุณครับ (ค่ะ),
คุณก็เช่นกัน"
2. โดนแจกของลับ
อันนี้จะเจอบ่อยครับ โดยเฉพาะ คนขับรถในเมืองกรุง
และผู้แจกจ่ายสามารถแจกได้หลายวิธี
ทั้งวัจนภาษา (เปิดกระจก ด่า "ไอ้ .”) หรือแจก แบบอวัจนภาษา
ชูนิ้วกลางให้
การแจกของลับ
แสดงถึงการให้ความเคารพรักอย่างสูงสุดของผู้ให้ที่มีต่อผู้รับ
เพราะอะไรครับ ?
ไอ้ของที่เขาแจกมาน่ะ เป็นอวัยวะนอกกายแต่สำคัญมาก
ถ้ามันเป็นอันชำรุดไป
หรือส่อว่ากำลังจะชำรุด เจ้าของก็จะเป็นทุกข์มาก
ไม่ทำงานเจ้าของก็ทุกข์ ยาประดามีอะไรมาเพื่อรักษาเจ้าของที่ว่านี่
ราคาแพงเท่าไรก็ยินดีจ่าย
หรือถ้าเจ้านั่นมันเกิด "หาย" ไปโดย อุบัติเหตุหรืออุบัติโหด
(โดนภรรยาถอนไปทิ้ง)
เนี่ย สำคัญ ปานนี้ แล้วขามายกให้เราฟรีๆ ถ้าไม่ได้แสดงถึงความเคารพ
รักแล้ว
จะหมายถึงอะไรได้อีก
ดังนั้น จำไว้นะครับ ถ้าเจอ ใครแจกของลับให้ท่าน
กรุณาบอกขอบคุณเขาไป แต่ไม่เป็นไร ให้เขาเก็บไว้ใช้แล้วกัน
เรามีอยู่แล้ว
หรือกำลังหาไว้ใช้เป็นของตัวเองอยู่
3. โดนไล่ไปตาย
อันนี้ฟังดูค่อนข้างแรงนะครับ แต่มาคิดดูดีๆ แล้วเนี่ย
โลกปัจจุบันมันน่าอยู่เสียที่ไหน อยู่ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัย ทั้งนั้น
เดินอยู่ดีๆ โดนแก๊งปล้นมือถือตีกบาลแล้วลากไปปลดทรัพย์
ไปเป็นตำรวจทหารอยู่ปักษ์ใต้ ก็อาจจะมีคนเอาลูกปืนมาแจกถึงหัวเตียง
อยู่ กทม. จะขึ้นรถเมล์ก็โดนหั่นสาย โดนลดจำนวนรถ
จะขึ้นรถไฟฟ้าก็แน่นเอี๊ยด แถมขึ้นตอนดึกๆ ก็เสียวๆ
กลัวจะเห็นภาพอะไรที่คนเขาไม่เห็นกันอีก
โอ้ย การมีชีวิตอยู่มันหาความปลอดภัยใดๆไม่ได้จริงๆ สงสัยจะถึงยุค
ตายก่อนสบายก่อน" แล้วกระมัง
ใครไล่คุณไปตายเนี่ย
นับว่าเขาห่วงในสวัสดิภาพของคุณนะครับ
แต่อาจจะเป็นห่วงชนิดล้ำหน้าข้ามช็อตมากไปหน่อย
แต่เราก็ควรจะขอบคุณเขาว่า
"ไม่เป็นไรครับ เชิญพี่ก่อนเถอะ"
4. โดนด่าว่า "สัตว์"
อันนี้ก็ไม่ต้องไปคิดมากครับ จริงๆ เขาจะเรียกคุณว่า
ผู้ประเสริฐดุจพระโพธิสัตว์"
แต่เป็นเวอร์ชั่นรีบๆ ย่อๆ เลยเหลือแค่ "สัตว์"
ไม่เป็นไรครับ เราเชื่อในเจตนาดีของเขา ยิ้มรับกันดีกว่า ยิ้มรับ
5. โดนกล่าวถึงบุพการี
มีทั้งแบบย่อหรือแบบเต็ม แบบ เต็มก็อาจจะออกมาเต็มๆ "พ่อ++,แม่++"
หรือสั้นๆ
เช่น "++"
อันนี้แสดงว่าเคารพบิดามารดาเราเสมือนบิดา มารดาของเขาเอง
จึงกล่าวถึงเพื่อให้เราระลึก
หรือเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะคิดถึงพ่อถึงแม่ เพราะพ่อแม่ตายไปหมดแล้ว
การที่เขาพูดออกมาอาจจะเพราะยินดีที่พ่อแม่เราสุขสบายอยู่
ดังนั้น ถ้าคุณถูกใครขนานนามหรือกล่าวถึงบุพการี
ก็ขอให้เห็นใจผู้พูดบ้างก็ดี
6. โดนเรียกว่า "ไอ้ห่า"
สมัยก่อนเชื้อห่าหรืออหิวาต์ เป็นโรคร้าย ใครเป็นก็ตายโอกาสรอดต่ำ
แต่เดี๋ยวนี้เนี่ย การแพทย์เจริญก้าวหน้า เป็นได้ก็หายได้
การด่าว่า "ไอ้ห่า" จึงหมายถึงว่า คุณอาจจะต้องเจอเรื่องแย่ๆ
แต่ก็จะเยียวยา
ได้แน่นอน
นับว่าเป็นการอวยพรที่เป็นมงคลยิ่ง ฯลฯ
เห็นไหม มาคิดดีๆ คำด่าแต่ละอันนั้น คิดให้ดี มันก็เป็นเรื่องดีได้
ใครด่าคุณแบบเก่าๆ โบราณๆ อย่างข้างบนนั้น ก็จงดีใจไว้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)